วันอาทิตย์ที่ 29 มิย. 51
ตื่นมาดูนาฬิกาเกือบแปดโมงแล้ว แต่เกือบเก้าโมงบ้านเขา
วันนี้มีโปรแกรมไปปุตราจายา เมืองใหม่ของมาเลฯ
ก็นั่งสีเขียวจาก Ampang Park ไปลงที่ KL Sental เทียบหัวลำโพงบ้านเรา
ซื้อตั๋ว KLIA Transit ราคาไปกลับคนละ 15 ริงกิต (150 บาท) รอบเดียว 9 ริงกิต
เป็นรถไฟรางนะ ก็ไปนั่งรอรถไฟซักพัก รถไฟก็มา (ออกทุกครึ่งชม.)
โห รถไฟบ้านเขานี่อย่างหรู รถไฟแล่นเร็ว ใหม่และนิ่ม
ขนาดนั่งหลังสุดนี่ก็ไม่กระเทือนเลยย เห็นการคมนาคมเขา แล้วก็ได้แต่นึกอิจฉา
การเดินทางใน KL โดยรถไฟนี่มันสะดวกจังเลยยแฮะ
ราคาไม่แพง มีหลายสายครอบคลุม บ้านเรามัวแต่ทะเลาะกัน เห็นแต่โครงการสวยหรู
แต่ไม่รู้ชาตินี้จะได้เห็นรถไฟฟ้าผ่านปากซอยหน้าบ้าน
ตามเส้นปะโครงการที่เอามาหาเสียงหรือเปล่า
ประมาณ 25 นาทีเป๊ะๆ ก็ถึงสถานีปุตราจายา
ไม่เหมือนบ้านเรา ที่รถไฟดันร้องว่า "ถึงก็ช่าง ไม่ถึงก็ช่าง"
ตอนแรกตั้งใจว่าจะไม่ขึ้นแท๊กซี่ แต่มาที่นี่คิดว่า พึ่งแท๊กซี่ดีกว่า
จะได้เที่ยวทั่วๆ อยากลงถ่ายรูปตรงไหนก็ลง
แถมมีไกด์นำเที่ยวให้เสร็จสรรพ ก็เลยไปติดต่อเช่าแท๊กซี่ ในราคา 30 ริงกิตต่อชั่วโมง
เอาเลยตามนี้ เพราะหาข้อมูลมาแล้ว ไม่ผิดเลยย
ก็ได้ลุงคนจีนคนนึง พาเที่ยว ลุงแกอารมณ์ดี คุยเก่ง
ลุงถามว่าเรามาจากไหน ก็บอกมาจากเมืองไทย ลุงแกเลยพูดภาษาจีนใส่เป็นชุด
ไอ้หยา ลุงก้อ คนไทยนะไม่ใช่จีน ถึงพูดได้ก็นิดหน่อยๆ แต่เพราะไปเรียนมาตั่งหากลุง
ขอภาษาอังกิตเหอะนะลุง ถึงจะสเน๊กๆ ฟีชๆ ก็น่าจะรู้เรื่องกว่าภาษาจีนแยะเลยยย
เราว่าแท๊กซี่ลุงชม. นึงก่อน ถ้าไม่ค่อยต่อ ลุงบอกจะพาขับเที่ยวเป็นวงกลม
ว่าตามนั้นเลยลุง ลุงเจอที่ไหนที่เห็นวิวสวยๆ ก็จะจอดให้แวะถ่ายรูป
ระหว่างผ่านตึกโน้นตึกนี้ลุงก็จะอธิบาย
ตึกนี้เป็นกรมศุลกาการ ตึกนี้เป็นกระทรวงการคลังบ้าง
กระทรวงอื่นบ้าง (จำม่ะได้) บางตึกก็เป็นศาลสูง (High Court)
เห็นแล้วก็ทึ่งในความอลังการงานสร้างของเขา
ทำเนียบรัฐบาล ที่พำนักนายกฯ เขานี่ก็อภิมหาใหญ่
ที่หลักๆ ที่ได้ลงไปเที่ยวก็ ปุตราสแควร์ ถ่ายรูปริมทะเลสาป
ถัดไปเป็นมัสยิดปุตรา เป็นมัสยิดหินอ่อนสีชมพู
สวยสมกับคำร่ำลือ พอเข้าไป ก็มีเจ้าหน้าที่มาถามว่า เป็นมุสลิมไหม ก็บอกเขาว่าโนค่ะ
เขาก็เอาชุดคลุมสีชมพูให้ใส่ แต่มันใหญ่โคร่งเลยอ่ะ
เลยถามเขาหน้าแหยๆ ว่าพี่มีไซด์เล็กไหมอ่ะคะ เขาบอกไม่มีจ้ะ
ก็ใส่ถ่ายรูปบริเวณภายนอก เกือบจะเข้าไปข้างใน
ก็เจอคนสกัดถามว่าเป็นมุสลิมไหม ก็บอกว่าไม่ใช่ค่ะ เขาก็บอกงั้นเข้าไม่ได้นะจ๊ะ
เราก็ค่ะ ๆ แล้วก็ถ่ายรูปอยู่รอบนอก
จากนั้นก็ออกไปถ่ายรูปลานหน้ามัสยิด กว้างมากๆ เลย
จากนั้นก็ไปถ่ายรูปหน้าที่พำนักนายกฯ เขา แล้วก็ถ่ายรูปหน้าตึกสวยๆ ต่างๆ
สรุปว่าต่อเวลาลุงแท๊กซี่อีกครึ่งชม. ลุงพาไป Convention Hall อลังการดี
แต่เป็นวันหยุดเลยเข้าไปไม่ได้ จากนั้นก็ขับกลับสถานีรถไฟ
ก่อนจะถึง ลุงชี้ให้ดูบ้านหลังนึง ริมทะเลสาป บอกว่าเป็นบ้านคนรวยย
เลยถามว่าใคร ปรากฏว่าเป็นบ้านดร. มหาเธร์ ดีใจจังเลยย ได้มาเห็นบ้านดร. มหาเธร์
ผู้ที่นำพาความเจริญมาให้มาเลฯ และเป็นคนที่เราชื่นชมในการไม่ก้มหน้าให้กับตะวันตก
โดยเฉพาะสมัย IMF และความคิดที่เป็นชาตินิยม
ออกจากปุตราจายากลับไปที่ KL Sental
แล้วก็ขึ้นรถไฟไปลง Pasar Seni ไปที่ที่เรียกว่า Central Market
Central Market เป็นตึกสองชั้นติดแอร์ ขายของต่างๆ เยอะเลย
ของไทยๆ บ้านเราก็มี ส่วนรอบนอกตึก ก็เป็นร้านรวงต่างๆ
บรรยากาศดูวุ่นวาย เทียบบ้านเราก็คล้ายกับสำเพ็งบ้านเรา (ของก้อปเต็มไปหมด 55)
กินข้าวกลางวันกันที่ Central Market กันเลยยตอนบ่ายๆ
จากนั้นก็รู้สึกเมื่อยๆ มากๆ ก็เลยกลับที่พักกัน พักผ่อน
แล้วก็เอาไก่ที่เหลือเมื่อคืนมาอุ่นไมโครเวฟกินกันอร่อยเหาะ
พักผ่อนจนได้เวลาก็จัดการอาบน้ำ เก็บของ
เพราะว่าคืนนี้จะต้องไปขึ้นรถกลับบ้านเฮา เฮ๊ยย กลับหาดใหญ่
ขนของออกมาไปลงรถไฟที่ Plaza Rutyat ก็ไปที่เค้าน์เตอร์ขายตั๋ว
เพราะตอนซื้อมันบอกว่าให้มาเจอที่นี่ก่อน
สรุปพอไปที่เค้าน์เตอร์คนขายอีกคน มันบอกให้ไปที่สถานี Platform 21
ตึกที่เราเพิ่งเดินข้ามมาน่ะแหละ ฮ่วย!! แล้วเจือกให้มาที่เค้าน์เตอร์ก่อนทำไม
บอกให้ไปที่ Platform 21 ตั้งแต่แรกก็สิ้นเรื่อง ต้องขนกระเป๋าเดินข้ามถนนไปมานี่นะเจ๊
เอาล่ะๆ เสียเวลาโต้ตอบ ก็แค่การทำงานแบบไม่มืออาชีพ
อย่าเสียอารมณ์ (มากไปกว่านี้) เลย
ก๊อไปรอที่ Platform 21 รอๆๆๆ กำหนดรถออกห้าทุ่ม
แต่ห้าทุ่มกว่ารถก็ยังไม่เห็นเลยยย ห้าทุ่มครึ่งได้มั๊ง รถถึงจะมา
คราวนี้เป็นรถอีกบริษัทนึงแฮะ สงสัยเราโดนขายต่อมาอีกที
เอาเหอะๆ ขอให้ได้กลับหาดใหญ่เป็นใช้ได้
แต่รถคราวนี้เก่ากว่าตอนขามา เบาะก็นั่งไม่สบายเท่า
แต่เอาเหอะ อดทนหน่อย มันต้องมีอะไรที่เราไม่คาดคิดบ้างล่ะน่า
ขึ้นไปนั่งเสร็จก็จะมีคนตรวจตั๋ว เราก็ให้ตั๋วไป แต่เป็นใบเดียวที่เขียนไว้ว่าเราซื้อไว้สองที่
ไอ้คนตรวจบอกว่าให้เจ้าชายข้ามไปที่ที่เราซื้อตั๋ว ไปขอตั๋วมาอีกใบนึง
มันต้องการตั๋วสองใบ เราก็ปี๊ดดิ ไรวะ พวกเมิงทำงานไงฟระ
ไม่ตกลงกันเองก่อนเล่าว่าให้ออกตั๋วสองใบ
เจ้าชายเลยต้องวิ่งกลับไปเอาตั๋วให้มันอีกใบ
เพื่อมาแลกกับตั๋วจริงของบริษัทมัน ที่เขียนหน้าบัตรไว้ 40 ริงกิต (เราซื้อมา 50 ริงกิต)
ไอ้บริษัทขายตั๋วเอาเรามาขายต่อ ฟันกำไรไป 10 ริงกิต โดยไม่ต้องทำอะไร
ไม่เนียนเลยยนะพวกแก ฟันกำไรกันเองไม่ต้องให้ลูกค้ารู้น่ะเป็นไหม
เออ ไงก็ช่าง ถือเป็นความซวยและก็แค่การทำงานที่ไม่เป็นมืออาชีพเท่านั้น (อีกรอบ)
การขายเราต่อก็คงเพราะว่าคงจะอยากให้ผู้โดยสารเต็มรถ
น้ำมันแพง ยังไงก็ต้องช่วยๆ กัน ขึ้นรถได้ก็นอนดีกว่า
เก็บแรงไปตลอดทางแต่ก็หลับๆ ตื่นๆ ด้วยความปวดเมื่อย
นั่งไม่สบายเหมือนขามาเล้ยย
คราวนี้หมุนเวลากลับมาเป็นเวลาเมืองไทยนะ ประมาณตีห้ากว่า
รถก็แวะให้เข้าห้องน้ำ หาอะไรกิน
แต่เรากับเจ้าชายไม่หิวมาก (บวกไม่อยากกิน) ก็เลยซื้อขนมกินแทน
เกือบหกโมงถึงด่านมาเลฯ ลงไปตรวจพาสปอร์ต
จากนั้นขึ้นรถ ข้ามกลับมาฝั่งไทย ลงไปตรวจพาสปอร์ตตรวจกระเป๋า
ได้กลับบ้านแล้ว จบการเดินทางทริปมาเลฯ แต่เพียงเท่านี้เลยยยล่ะกัน
ทริปนี้ขอขอบคุณเจ้าชายมากๆ ที่ดูแลแม่มดและช่วยเหลือเป็นอย่างดี
ถึงเราจะเถียงกันบ้างทะเลาะกันบ้าง ผลัดกันมั่วบ้าง
ก็ถือว่าช่วยให้การเดินทางมีรสชาติดีเนอะ คริคริ